skip to main | skip to sidebar

กฎหมายปกครอง

 
  • RSS
  • Facebook
  • Twitter
  • Linkedin
  • Youtube
  • หน้าแรก
  • การควบคุมฝ่ายบริหาร
  • การจัดระเบียบบริหาร
    • ราชการท้องถิ่น
    • ราชการแผ่นดิน
  • พระราชบัญญัติ
    • พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
    • พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
  • หลักนิติรัฐ
  • อำนาจของศาลปกครองไทย
วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อำนาจของศาลปกครองไทย

เขียนโดย ปฐมาภรณ์ รักเวช ที่ 14:27 – 0 ความคิดเห็น
 
อำนาจของศาลปกครองไทย 
  ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยว่าการกระทำทางปกครอง คำสั่งทางปกครอง นิติกรรมทางปกครอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลมีอำนาจเพิกถอนได้[1]
  คดีที่ต้องฟ้องศาลปกครองก็คือ คดีประเภทพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน หรือรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนในทางปกครอง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองโดยที่รัฐมีฐานะเหนือกว่าเอกชน ดังนั้นจึงต้องมีการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองขึ้นโดยเฉพาะ[2]

  ตามพ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2542 ได้บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไป นี้ 
   มาตรา 9
    1.คดีที่เกี่ยวกับ "หน่วยงานทางปกครอง" หรือ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจาก[3]
     (ก) กระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
     (ข) ทำไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น
     (ค) กระทำไม่สุจริตหรือเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรม
     (ง) การสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้ประชาชนเกินควร
     (จ) การใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
    2.คดีเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินควร[4]
    3.คดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดชอบอย่างอื่นของหน่วยงานทาง ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือกฎหรือคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินควร
    4.คดีเกี่ยวกับ "สัญญาทางปกครอง"
    5.คดีที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำการหรือ ละเว้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
    6.คดีที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
  
  เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
   1.การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
   2.การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
   3.คดีที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย และชำนัญพิเศษอื่น[5]


[1] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 67.
[2] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 68.
[3] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 338.
[4] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 338.
[5] รศ.กมลชัย รัตนสกาววงศ์, กฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 7, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 117.
                                                        

บรรณานุกรม
ชาญชัย แสวงศักดิ์,ดร. คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,ดร. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2538.
ประยูร กาญจนดุล. คำบรรยายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538.
กมลชัย รัตนสกาววงศ์,รศ. กฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
กฎหมายปกครอง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.lawsiam.com/?name=webboard&file=read&id=1070.  (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กรกฎาคม 2554).



[ Read More ]
Read more...
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หลักนิติรัฐ

เขียนโดย ปฐมาภรณ์ รักเวช ที่ 14:27 – 0 ความคิดเห็น
 
หลักนิติรัฐ
  "หลักนิติรัฐ" คือหลักการที่รัฐและหน่วยงานของรัฐใช้อำนาจดำเนิน การเพื่อประโยชน์สาธารณะในฐานะที่เหนือกว่าเอกชน กฎหมายนั้นก็ต้องจำกัดอำนาจรัฐและหน่วยงานของรัฐไม่ให้ใช้อำนาจนอกกรอบที่ กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง[1]

  สาระสำคัญของหลักนิติรัฐมีอยู่ 3 ประการดังนี้
   1.บรรดาการกระทำทั้งหลายของฝ่ายบริหารจะต้องชอบด้วยกฎหมาย[2]
   2.บรรดากฎหมายทั้งหลายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราขึ้นจะต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
   3.การควบคุมไม่ให้การกระทำของฝ่ายบริหารขัดต่อกฎหมาย การควบคุมไม่ให้กฎหมายขัดต่อ
รัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายตุลาการซึ่งมีความเป็นอิสระ[3]

  รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองหลักนิติรัฐไว้ในมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "การจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้ กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้"[4]
  นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญก็ได้นำเอาหลักการดังกล่าวไปบัญญัติรับรองไ้ว้ในวรรคสองของแต่ละมาตรา
  กล่าวโดยสรุป หลัก นิติรัฐถือเป็นหลักสำคัญของกฎหมายปกครองที่จะใช้เป็นหลักควบคุมการใช้อำนาจ รัฐของฝ่ายปกครอง เพื่อป้องกันมิให้รัฐใช้อำนาจที่มีอยู่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย[5] 



[1] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 64.
[2] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 64.
[3] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 65.
[4] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 20.
[5] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 23. 
                                                                           

บรรณานุกรม
ชาญชัย แสวงศักดิ์,ดร. คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,ดร. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2538.
ประยูร กาญจนดุล. คำบรรยายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538.
กมลชัย รัตนสกาววงศ์,รศ. กฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
กฎหมายปกครอง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.lawsiam.com/?name=webboard&file=read&id=1070.  (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กรกฎาคม 2554).


[ Read More ]
Read more...
วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

เขียนโดย ปฐมาภรณ์ รักเวช ที่ 14:28 – 0 ความคิดเห็น
 
การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
หลักการรวมอำนาจปกครอง
(Centralization)

    เป็นหลักที่รวมอำนาจในการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม และใช้อำนาจปกครองโดยเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ตามลำดับการบังคับบัญชา
    ลักษณะสำคัญของหลักการรวมอำนาจปกครอง
    1.มีการรวมกำลังในการบังคับต่างๆ คือกำลังทหาร ตำรวจ ขึ้นต่อส่วนกลางทั้งสิ้น
    2.มีการรวมคำวินิจฉัยสั่งการไว้ที่ส่วนกลาง
    3.มีลำดับขั้นการบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่
การบังคับบัญชา คือ เจ้าหน้าที่ผู้มีตำแหน่งสูงมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือเจ้าหน้าที่ผู้มีตำแหน่งรองซึ่งเป็นอำนาจที่ไม่มีเงื่อนไข[1]
    อำนาจของผู้บังคับบัญชามี 4 ประการคือ
    1.อำนาจออกคำสั่ง
    2.อำนาจควบคุมกิจการ
    3.อำนาจที่จะลงโทษทางวินัย
    4.อำนาจที่จะให้บำเหน็จความดีความชอบ
การรวมอำนาจปกครองจำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ
    1.การรวมศูนย์อำนาจปกครอง(Concentration)  การปกครองแบบนี้อำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลางทั้งสิ้น ไม่มีการมอบอำนาจการตัดสินใจบางระดับบางเรื่องไปให้แก่เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ถูกส่งออกไปประจำอยู่ในภูมิภาค[2]
 2.การกระจายศูนย์รวมอำนาจปกครอง หรือแบ่งอำนาจปกครอง(Deconcentration)
    เป็นการที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจการตัดสินใจให้คนของส่วนกลางที่ไปประจำยังภูมิภาค[3] ปกติการมอบอำนาจการตัดสินใจมีอยู่ 2 ลักษณะคือ
        1.มอบอำนาจโดยทางกฎหมาย
         เป็นการที่กฎหมายกำหนดไว้เลยว่าอำนาจหน้าที่นั้นๆอยู่กับเจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาค
        2.การมอบอำนาจโดยส่วนกลาง
         เป็นกรณีที่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง เช่น อธิบดี(ส่วนกลาง) มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด(ส่วนภูมิภาค)
     การแบ่งอำนาจเช่นนี้ยังอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของส่วนกลาง และการใช้อำนาจบังคับบัญชานี้จะต้องชอบด้วยกฎหมาย
     การจัดระเบียบบริหารราชการบริหารส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น
     1.จังหวัด ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล
     2.อำเภอ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
หลักการกระจายอำนาจปกครอง
(Decentralization)
  
  เป็นการที่มอบอำนาจปกครองให้แก่องค์กรอื่นนอกจากส่วนกลาง โดยไม่ต้องขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชา เพียงแต่ขึ้นอยู่ในความควบคุมกำกับเท่านั้น
   การควบคุมกำกับนั้น องค์กรควบคุมกำกับไม่มีอำนาจสั่งการให้องค์กรภายใต้การควบคุมกำกับปฏิบัติ การตามที่เห็นสมควร เพียงแต่ควบคุมให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจที่มีเงื่อนไข[4]
   ลักษณะสำคัญของหลักการกระจายอำนาจ
    1.มีองค์การซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกไปต่างหากจากราชการบริหารส่วนกลาง
    2.เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานขององค์การไม่ขึ้นกับการบังคับบัญชาของส่วนกลาง
    3.องค์การมีความเป็นอิสระในการดำเนินการ
   จากหลักการปกครองแบบกระจายอำนาจ นำไปสู่การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจทางพื้นที่
   องค์ประกอบของการปกครองท้องถิ่นมีดังนี้
    1.มีพื้นที่รับผิดชอบชัดเจน
    2.มีฐานะเป็นนิติบุคคล
    3.มีองค์กรเป็นของตนเอง
    4.มีกิจการเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของตนเอง
    5.มีการกำกับดูแลจากรัฐ
  การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นปัจจุบันมีอยู่ 2 ระบบคือ
   1.ระบบทั่วไป คือ เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด
   2.ระบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

  รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา 282-290 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
    1.ความเป็นอิสระ มาตรา282 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจ
    2.โครงสร้างขององค์กรปกครองท้องถิ่น มาตรา285 องค์กรท้องถิ่นต้องประกอบด้วยสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารท้อง ถิ่น และให้สมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง ส่วนคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ประชาชนหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารท้องถิ่นมีวาระดำรงตำแหน่ง คราวละ4ปี
    3.อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่น มาตรา289 หน้าที่บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
        มาตรา290 การจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และนอกพื้นที่ เฉพาะกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่
    4.รายได้ขององค์กรส่วนท้องถิ่น มาตรา284 ให้มีการจัดเก็บภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์กรส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรส่วนท้องถิ่นด้วยกัน
    5.การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา288 การแต่งตั้งพนักงานและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความต้องการและเหมาะสม และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ส่วนการโยกย้าย เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน และการลงโทษพนักงานและลูกจ้างต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ[5]
    6.การมีส่วนร่วมของประชาชน มาตรา286และมาตรา287 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า3ใน4 สามารถถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นได้ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธาน สภาท้องถิ่นเพื่อให้สภาพิจารณาข้อบัญญัติท้องถิ่นได้
    7.การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา283 การกำกับดูแลท้องถิ่นจะต้องทำเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศส่วนรวม

  สรุป รัฐธรรมนูญได้บัญญัติถึงสาระสำคัญต่างๆเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ดังนั้นการดำเนินการของส่วนราชการหรือส่วนภูมิภาคต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญด้วย



[1] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 125.
[2] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 99.
[3] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 100.
[4] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 179.
[5] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 182. 
                                                                        

บรรณานุกรม 
ชาญชัย แสวงศักดิ์,ดร. คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.

วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,ดร. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2538.
ประยูร กาญจนดุล. คำบรรยายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538.
กมลชัย รัตนสกาววงศ์,รศ. กฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
กฎหมายปกครอง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.lawsiam.com/?name=webboard&file=read&id=1070.  (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กรกฎาคม 2554).


[ Read More ]
Read more...

การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

เขียนโดย ปฐมาภรณ์ รักเวช ที่ 14:28 – 0 ความคิดเห็น
 
การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
องค์การบริหารส่วนตำบล
  องค์การบริหารส่วนตำบล ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยจะประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล[1]
  สภาองค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ
   1.สมาชิกโดยตำแหน่ง ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล
   2.สมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งจากราษฎรแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 2 คน

  อำนาจหน้าที่ของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล
   1.ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาตำบล
   2.พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับตำบล ร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปีและร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
   3.ควบคุมการปฏิบัติงานของคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล
   4.บริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบล
   5.จัดทำแผนพัฒนาตำบล และงบประมาณรายจ่ายประจำปี
   6.รายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงิน
   7.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆตามที่ราชการได้มอบหมาย
เทศบาล
  เทศบาลเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น การจัดระเบียบบริหารราชการนั้นเป็นไปตามพ.ร.บ.เทศบาลพ.ศ.2496[2] ดังต่อไปนี้
   1.การจัดตั้งเทศบาล
    เมื่อท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ให้จัดตั้งท้องถิ่นนั้นๆเป็นเทศบาล โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และเป็นนิติบุคคล[3]
   2.ประเภทของเทศบาลมีอยู่ 3 ประเภท
    2.1 เทศบาลตำบลตามพ.ร.บ.เทศบาล มิได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งไว้แต่ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐบาล
    2.2 เทศบาลเมืองมีอยู่ 2 ชนิดคือ
          ก. ท้องถิ่นอันเป็นศาลากลางจังหวัดทุกแห่ง
          ข. ท้องถิ่นอื่นนอกจากข้อก. ที่มีราษฎรตั้งแต่10,000คนขึ้นไป ความหนาแน่น 3,000คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร และมีรายได้พอควรแก่การปฏิบัติหน้าที่
    2.3 เทศบาลนคร เป็นท้องถิ่นที่มีราษฎรตั้งแต่ 50,000คนขึ้นไป ความหนาแน่น 3,000คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร และมีรายได้พอควรแก่การปฏิบัติหน้าที่
   3.โครงสร้างของเทศบาล ปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ
    1.การบริหารรูปแบบของคณะเทศมนตรี ประกอบด้วยสภาเทศบาลและคณะเทศมนตรีซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันในอดีต
    2.การบริหารเทศบาลรูปแบบนายกเทศมนตรีประกอบด้วยสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปีพ.ศ.2543
    สภาเทศบาล ประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับการเลือกจากราษฎร โดยดำรงตำแหน่งคราวละ4ปี
     1.สภาเทศบาลตำบลประกอบด้วยสมาชิก  12 คน
     2.สภาเทศบาลเมืองประกอบด้วยสมาชิก   18 คน
     3.สภาเทศบาลนครประกอบด้วยสมาชิก     24 คน
    คณะเทศมนตรี ในกรณีที่ประชาชนในเขตเทศบาลออกเสียงประชามติให้การบริหารเป็นรูปแบบคณะ เทศมนตรี ให้คณะเทศมนตรีประกอบด้วยนายกเทศมนตรีและเทศมนตรี[4]ดังนี้
     1.เทศบาลตำบลมีเทศมนตรีไม่เกิน  2 คน
     2.เทศบาลเมืองมีเทศมนตรีไม่เกิน   3 คน
     3.เทศบาลนครมีเทศมนตรีไม่เกิน    4  คน
    นายกเทศมนตรี ในกรณีที่ประชาชนในเขตเทศบาลออกเสียงประชามติให้การบริหารเป็นรูปแบบนายก เทศมนตรี ให้เทศบาลนั้นมีนายกเทศมนตรีคนหนึ่งซึ่งเลือกตั้งโดยราษฎรผู้มีสิทธิเลือก ตั้งในเขตเทศบาลโดยวิธีออกคะแนนเสียงโดยตรงและลับ นายกเทศมนตรีมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และไม่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระได้[5]
    นายกเทศมนตรีอาจแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีซึ่งมิใช่สมาชิกสภาเทศบาลเพื่อช่วยเหลือในการบริหารราชการได้ในจำนวนดังนี้
     1.เทศบาลตำบลให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน 2 คน
     2.เทศบาลเมืองให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน  3 คน
     3.เทศบาลนครให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน   4 คน
   4.สหการ
    ตามพ.ร.บ.เทศบาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าถ้ามีกิจการอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ เทศบาลตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป จะร่วมกันจัดตั้งเป็นสหการก็ได้
   5.การคลังและทรัพย์สินของเทศบาล
    เทศบาลมีงบประมาณและทรัพย์สินเป็นของตนเองแยกต่างหากจากงบประมาณแผ่นดิน ส่วนรายได้ของเทศบาลนั้นอาจได้จากภาษี ค่าธรรมเนียม ฯลฯ
   6.การควบคุมเทศบาลมี 2 วิธีคือ
    1.การควบคุมองค์การและเจ้าหน้าที่ของเทศบาล
    2.การควบคุมกิจการของเทศบาล









[1] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 370.
[2] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 161.
[3] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 161.
[4] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 110.
[5] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 111.
                                                                         

บรรณานุกรม
ชาญชัย แสวงศักดิ์,ดร. คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,ดร. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2538.
ประยูร กาญจนดุล. คำบรรยายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538.
กมลชัย รัตนสกาววงศ์,รศ. กฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
กฎหมายปกครอง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.lawsiam.com/?name=webboard&file=read&id=1070.  (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กรกฎาคม 2554).

[ Read More ]
Read more...
บทความที่เก่ากว่า
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)
  • Menu
  • Recent
  • Archives

กฎหมายปกครอง

  • การควบคุมฝ่ายบริหาร
  • การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
  • การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
  • พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
  • พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
  • หลักนิติรัฐ
  • อำนาจของศาลปกครองไทย

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

กฎหมายปกครอง

บทความที่ได้รับความนิยม

  • หลักนิติรัฐ
    หลักนิติรัฐ   "หลักนิติรัฐ" คือหลักการที่รัฐและหน่วยงานของรัฐใช้อำนาจดำเนิน การเพื่อประโยชน์สาธารณะในฐานะที่เหนือกว่าเอกชน กฎหมายน...
  • การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
    การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หลักการรวมอำนาจปกครอง (Centralization)     เป็นหลักที่รวมอำนาจในการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบว...
  • การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
    การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล   องค์การบริหารส่วนตำบล ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่...
  • อำนาจของศาลปกครองไทย
    อำนาจของศาลปกครองไทย     ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยว่าการกระทำทางปกครอง คำสั่งทางปกครอง นิติกรรมทางปกครอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม...

About Me

รูปภาพของฉัน
ปฐมาภรณ์ รักเวช
รักการเดินทาง
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน

Archives

  • ▼  2011 (7)
    • ▼  สิงหาคม (2)
      • อำนาจของศาลปกครองไทย
      • หลักนิติรัฐ
    • ►  กรกฎาคม (5)
 
 
 
© 2011 กฎหมายปกครอง | Designs by Web2feel & Fab Themes

Bloggerized by DheTemplate.com - Main Blogger