skip to main | skip to sidebar

กฎหมายปกครอง

 
  • RSS
  • Facebook
  • Twitter
  • Linkedin
  • Youtube
  • หน้าแรก
  • การควบคุมฝ่ายบริหาร
  • การจัดระเบียบบริหาร
    • ราชการท้องถิ่น
    • ราชการแผ่นดิน
  • พระราชบัญญัติ
    • พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
    • พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
  • หลักนิติรัฐ
  • อำนาจของศาลปกครองไทย
วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

เขียนโดย ปฐมาภรณ์ รักเวช ที่ 14:28 – 0 ความคิดเห็น
 
การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
หลักการรวมอำนาจปกครอง
(Centralization)

    เป็นหลักที่รวมอำนาจในการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม และใช้อำนาจปกครองโดยเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ตามลำดับการบังคับบัญชา
    ลักษณะสำคัญของหลักการรวมอำนาจปกครอง
    1.มีการรวมกำลังในการบังคับต่างๆ คือกำลังทหาร ตำรวจ ขึ้นต่อส่วนกลางทั้งสิ้น
    2.มีการรวมคำวินิจฉัยสั่งการไว้ที่ส่วนกลาง
    3.มีลำดับขั้นการบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่
การบังคับบัญชา คือ เจ้าหน้าที่ผู้มีตำแหน่งสูงมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือเจ้าหน้าที่ผู้มีตำแหน่งรองซึ่งเป็นอำนาจที่ไม่มีเงื่อนไข[1]
    อำนาจของผู้บังคับบัญชามี 4 ประการคือ
    1.อำนาจออกคำสั่ง
    2.อำนาจควบคุมกิจการ
    3.อำนาจที่จะลงโทษทางวินัย
    4.อำนาจที่จะให้บำเหน็จความดีความชอบ
การรวมอำนาจปกครองจำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ
    1.การรวมศูนย์อำนาจปกครอง(Concentration)  การปกครองแบบนี้อำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลางทั้งสิ้น ไม่มีการมอบอำนาจการตัดสินใจบางระดับบางเรื่องไปให้แก่เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ถูกส่งออกไปประจำอยู่ในภูมิภาค[2]
 2.การกระจายศูนย์รวมอำนาจปกครอง หรือแบ่งอำนาจปกครอง(Deconcentration)
    เป็นการที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจการตัดสินใจให้คนของส่วนกลางที่ไปประจำยังภูมิภาค[3] ปกติการมอบอำนาจการตัดสินใจมีอยู่ 2 ลักษณะคือ
        1.มอบอำนาจโดยทางกฎหมาย
         เป็นการที่กฎหมายกำหนดไว้เลยว่าอำนาจหน้าที่นั้นๆอยู่กับเจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาค
        2.การมอบอำนาจโดยส่วนกลาง
         เป็นกรณีที่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง เช่น อธิบดี(ส่วนกลาง) มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด(ส่วนภูมิภาค)
     การแบ่งอำนาจเช่นนี้ยังอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของส่วนกลาง และการใช้อำนาจบังคับบัญชานี้จะต้องชอบด้วยกฎหมาย
     การจัดระเบียบบริหารราชการบริหารส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น
     1.จังหวัด ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล
     2.อำเภอ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
หลักการกระจายอำนาจปกครอง
(Decentralization)
  
  เป็นการที่มอบอำนาจปกครองให้แก่องค์กรอื่นนอกจากส่วนกลาง โดยไม่ต้องขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชา เพียงแต่ขึ้นอยู่ในความควบคุมกำกับเท่านั้น
   การควบคุมกำกับนั้น องค์กรควบคุมกำกับไม่มีอำนาจสั่งการให้องค์กรภายใต้การควบคุมกำกับปฏิบัติ การตามที่เห็นสมควร เพียงแต่ควบคุมให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจที่มีเงื่อนไข[4]
   ลักษณะสำคัญของหลักการกระจายอำนาจ
    1.มีองค์การซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกไปต่างหากจากราชการบริหารส่วนกลาง
    2.เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานขององค์การไม่ขึ้นกับการบังคับบัญชาของส่วนกลาง
    3.องค์การมีความเป็นอิสระในการดำเนินการ
   จากหลักการปกครองแบบกระจายอำนาจ นำไปสู่การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจทางพื้นที่
   องค์ประกอบของการปกครองท้องถิ่นมีดังนี้
    1.มีพื้นที่รับผิดชอบชัดเจน
    2.มีฐานะเป็นนิติบุคคล
    3.มีองค์กรเป็นของตนเอง
    4.มีกิจการเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของตนเอง
    5.มีการกำกับดูแลจากรัฐ
  การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นปัจจุบันมีอยู่ 2 ระบบคือ
   1.ระบบทั่วไป คือ เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด
   2.ระบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

  รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา 282-290 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
    1.ความเป็นอิสระ มาตรา282 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจ
    2.โครงสร้างขององค์กรปกครองท้องถิ่น มาตรา285 องค์กรท้องถิ่นต้องประกอบด้วยสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารท้อง ถิ่น และให้สมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง ส่วนคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ประชาชนหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารท้องถิ่นมีวาระดำรงตำแหน่ง คราวละ4ปี
    3.อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่น มาตรา289 หน้าที่บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
        มาตรา290 การจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และนอกพื้นที่ เฉพาะกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่
    4.รายได้ขององค์กรส่วนท้องถิ่น มาตรา284 ให้มีการจัดเก็บภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์กรส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรส่วนท้องถิ่นด้วยกัน
    5.การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา288 การแต่งตั้งพนักงานและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความต้องการและเหมาะสม และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ส่วนการโยกย้าย เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน และการลงโทษพนักงานและลูกจ้างต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ[5]
    6.การมีส่วนร่วมของประชาชน มาตรา286และมาตรา287 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า3ใน4 สามารถถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นได้ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธาน สภาท้องถิ่นเพื่อให้สภาพิจารณาข้อบัญญัติท้องถิ่นได้
    7.การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา283 การกำกับดูแลท้องถิ่นจะต้องทำเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศส่วนรวม

  สรุป รัฐธรรมนูญได้บัญญัติถึงสาระสำคัญต่างๆเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ดังนั้นการดำเนินการของส่วนราชการหรือส่วนภูมิภาคต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญด้วย



[1] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 125.
[2] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 99.
[3] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 100.
[4] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 179.
[5] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 182. 
                                                                        

บรรณานุกรม 
ชาญชัย แสวงศักดิ์,ดร. คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.

วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,ดร. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2538.
ประยูร กาญจนดุล. คำบรรยายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538.
กมลชัย รัตนสกาววงศ์,รศ. กฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
กฎหมายปกครอง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.lawsiam.com/?name=webboard&file=read&id=1070.  (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กรกฎาคม 2554).


[ Read More ]
Read more...

การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

เขียนโดย ปฐมาภรณ์ รักเวช ที่ 14:28 – 0 ความคิดเห็น
 
การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
องค์การบริหารส่วนตำบล
  องค์การบริหารส่วนตำบล ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยจะประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล[1]
  สภาองค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ
   1.สมาชิกโดยตำแหน่ง ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล
   2.สมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งจากราษฎรแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 2 คน

  อำนาจหน้าที่ของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล
   1.ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาตำบล
   2.พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับตำบล ร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปีและร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
   3.ควบคุมการปฏิบัติงานของคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล
   4.บริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบล
   5.จัดทำแผนพัฒนาตำบล และงบประมาณรายจ่ายประจำปี
   6.รายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงิน
   7.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆตามที่ราชการได้มอบหมาย
เทศบาล
  เทศบาลเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น การจัดระเบียบบริหารราชการนั้นเป็นไปตามพ.ร.บ.เทศบาลพ.ศ.2496[2] ดังต่อไปนี้
   1.การจัดตั้งเทศบาล
    เมื่อท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ให้จัดตั้งท้องถิ่นนั้นๆเป็นเทศบาล โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และเป็นนิติบุคคล[3]
   2.ประเภทของเทศบาลมีอยู่ 3 ประเภท
    2.1 เทศบาลตำบลตามพ.ร.บ.เทศบาล มิได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งไว้แต่ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐบาล
    2.2 เทศบาลเมืองมีอยู่ 2 ชนิดคือ
          ก. ท้องถิ่นอันเป็นศาลากลางจังหวัดทุกแห่ง
          ข. ท้องถิ่นอื่นนอกจากข้อก. ที่มีราษฎรตั้งแต่10,000คนขึ้นไป ความหนาแน่น 3,000คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร และมีรายได้พอควรแก่การปฏิบัติหน้าที่
    2.3 เทศบาลนคร เป็นท้องถิ่นที่มีราษฎรตั้งแต่ 50,000คนขึ้นไป ความหนาแน่น 3,000คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร และมีรายได้พอควรแก่การปฏิบัติหน้าที่
   3.โครงสร้างของเทศบาล ปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ
    1.การบริหารรูปแบบของคณะเทศมนตรี ประกอบด้วยสภาเทศบาลและคณะเทศมนตรีซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันในอดีต
    2.การบริหารเทศบาลรูปแบบนายกเทศมนตรีประกอบด้วยสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปีพ.ศ.2543
    สภาเทศบาล ประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับการเลือกจากราษฎร โดยดำรงตำแหน่งคราวละ4ปี
     1.สภาเทศบาลตำบลประกอบด้วยสมาชิก  12 คน
     2.สภาเทศบาลเมืองประกอบด้วยสมาชิก   18 คน
     3.สภาเทศบาลนครประกอบด้วยสมาชิก     24 คน
    คณะเทศมนตรี ในกรณีที่ประชาชนในเขตเทศบาลออกเสียงประชามติให้การบริหารเป็นรูปแบบคณะ เทศมนตรี ให้คณะเทศมนตรีประกอบด้วยนายกเทศมนตรีและเทศมนตรี[4]ดังนี้
     1.เทศบาลตำบลมีเทศมนตรีไม่เกิน  2 คน
     2.เทศบาลเมืองมีเทศมนตรีไม่เกิน   3 คน
     3.เทศบาลนครมีเทศมนตรีไม่เกิน    4  คน
    นายกเทศมนตรี ในกรณีที่ประชาชนในเขตเทศบาลออกเสียงประชามติให้การบริหารเป็นรูปแบบนายก เทศมนตรี ให้เทศบาลนั้นมีนายกเทศมนตรีคนหนึ่งซึ่งเลือกตั้งโดยราษฎรผู้มีสิทธิเลือก ตั้งในเขตเทศบาลโดยวิธีออกคะแนนเสียงโดยตรงและลับ นายกเทศมนตรีมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และไม่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระได้[5]
    นายกเทศมนตรีอาจแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีซึ่งมิใช่สมาชิกสภาเทศบาลเพื่อช่วยเหลือในการบริหารราชการได้ในจำนวนดังนี้
     1.เทศบาลตำบลให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน 2 คน
     2.เทศบาลเมืองให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน  3 คน
     3.เทศบาลนครให้มีรองนายกเทศมนตรีได้ไม่เกิน   4 คน
   4.สหการ
    ตามพ.ร.บ.เทศบาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าถ้ามีกิจการอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ เทศบาลตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป จะร่วมกันจัดตั้งเป็นสหการก็ได้
   5.การคลังและทรัพย์สินของเทศบาล
    เทศบาลมีงบประมาณและทรัพย์สินเป็นของตนเองแยกต่างหากจากงบประมาณแผ่นดิน ส่วนรายได้ของเทศบาลนั้นอาจได้จากภาษี ค่าธรรมเนียม ฯลฯ
   6.การควบคุมเทศบาลมี 2 วิธีคือ
    1.การควบคุมองค์การและเจ้าหน้าที่ของเทศบาล
    2.การควบคุมกิจการของเทศบาล









[1] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 370.
[2] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 161.
[3] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 161.
[4] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 110.
[5] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 111.
                                                                         

บรรณานุกรม
ชาญชัย แสวงศักดิ์,ดร. คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,ดร. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2538.
ประยูร กาญจนดุล. คำบรรยายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538.
กมลชัย รัตนสกาววงศ์,รศ. กฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
กฎหมายปกครอง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.lawsiam.com/?name=webboard&file=read&id=1070.  (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กรกฎาคม 2554).

[ Read More ]
Read more...

การควบคุมฝ่ายบริหาร

เขียนโดย ปฐมาภรณ์ รักเวช ที่ 14:27 – 0 ความคิดเห็น
 
การควบคุมฝ่ายบริหารแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ
  1.การควบคุมทางการเมือง เป็นการควบคุมโดยตั้งกระทู้ถามในสภา
  2.การควบคุมโดยวิธีอื่น แบ่งออกเป็น 4 วิธี
   2.1 การร้องเรียนภายในต่อฝ่ายบริหาร
   2.2 วิธีการในลักษณะกึ่งข้อพิพาท
   2.3 วิธีในลักษณะข้อพิพาท หรือการควบคุมโดยศาล
   2.4 วิธีควบคุมแบบผสม(ออมบุดส์แมนและสำนักงานอัยการของโซเวียต)

   2.1 การร้องเรียนภายในต่อฝ่ายบริหาร
    ได้แก่ การร้องเรียนต่อฝ่ายบริหาร ซึ่งอาจกระทำด้วยวาจาหรือเดินขบวนมาร้องเรียนต่อฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่มีวิธีการแน่นอนและไม่มีการรับฟ้องในลักษณะที่เป็นคดีหรือข้อพิพาท[1]
     การร้องเรียนภายในต่อฝ่ายบริหารนี้ อาจร้องเรียนต่อผู้สั่งการหรือดำเนินการให้ทบทวนข้อเท็จจริงและข้อวินิจฉัย ของตนเสียใหม่ หรือร้องเรียนต่อผู้ที่รับผิดชอบในระดับที่สูงกว่า

   2.2 วิธีการในลักษณะกึ่งข้อพิพาท
    เป็น การควบคุมโดยมีเจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัยในลักษณะข้อพิพาท แต่ไม่ใช่ศาล วิธีพิจารณานั้น เป็นต้นว่ามีการรับฟังพยาน หรือมีการสอบสวนให้ความเห็นโดยเจ้าหน้าที่ผู้เป็นกลาง ถ้าผู้ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย กฎหมายก็เปิดโอกาสให้อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลยุติธรรมได้

   2.3 วิธีในลักษณะข้อพิพาท หรือการควบคุมโดยศาล
    การควบคุมในลักษณะข้อพิพาทจะมีคู่กรณี 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บริหารอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสียหาย โดยมีศาลเป็นองค์กรกลาง
    การ ควบคุมโดยวิธีนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพในการควบคุมดุลพินิจของฝ่ายบริหาร แต่โดยหลักแล้วศาลไม่อาจจะพิจารณาไปไกลจนถึงกับควบคุม "ดุลพินิจแท้จริง" ของฝ่ายบริหารได้[2]
    การควบคุมฝ่ายปกครองโดยศาลมี 2 ระบบคือ
     1.ระบบศาลเดี่ยว โดยใช้ศาลยุติธรรมพิจารณาคดีทั้งปวงรวมทั้งคดีทางปกครองด้วย โดยใช้หลักกฎหมายเอกชนหรือที่เรียกว่าระบบกล่าวหาซึ่งภาระในการพิสูจน์ตก อยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างและมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อน ล่าช้าในการพิจารณา ระบบศาลเดี่ยวนี้วิวัฒนาการมาจากประเทศที่ใช้กฎหมายCommon Law เช่น ประเทศอังกฤษ[3]
     2.ระบบศาลคู่ ซึ่งมีศาลพิเศษแยกจากศาลยุติธรรม การควบคุมฝ่ายปกครองจะไม่ขึ้นอยู่กับศาลยุติธรรม แต่จะขึ้นอยู่กับศาลปกครองซึ่งใช้ระบบไต่สวนที่ศาลปกครองจะแสวงหาข้อเท็จ จริงเองทำให้การพิจารณารวดเร็วและประหยัด ระบบศาลคู่วิวัฒนาการมาจากประเทศฝรั่งเศส[4]

        กระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองฝรั่งเศสแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนคือ
         ขั้นแรก จะมีการหาพยานหลักฐานทั้งหมดและสรุปยอดสำนวนเพื่อส่งให้ตุลาการพิจารณา
         ขั้นที่สอง ตุลาการศาลปกครองจะจัดทำสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมทั้งความเห็นของตนและมาชี้แจงต่อองค์คณะพิจารณาพิพากษา
         ขั้นที่สาม ประชุมออกเสียงคณะผู้พิพากษา และในการออกเสียงนี้จะออกไปในทางเสียงเดียวคือจะไม่มีความเห็นแย้ง
     
        วิธีพิจารณาคดีปกครองของไทย
         ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับระบบไต่สวนไว้เช่นกัน
           1.มาตรา 55 วรรค 3 ในการพิจารณาคดี ศาลปกครองอาจตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม
           2.มาตรา 56 วรรค 2 เมื่อได้รับสำนวนคดีแล้วให้แต่งตั้งตุลาการศาลปกครองคนหนึ่งเป็นเจ้าของ สำนวน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจากคำฟ้อง คำชี้แจงของคู่กรณีและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
           3.มาตรา 58 วรรคแรก ก่อนนั่งพิจารณาให้ตุลาการเจ้าของสำนวนส่งมอบสำนวนคดีให้ผู้แถลงคดีปกครองพิจารณา
           4.มาตรา 67 การทำคำพิพากษาหรือคำสั่งจะต้องบังคับตามความเห็นของฝ่ายข้างมาก และผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่ง

        จะเห็นว่ากระบวนการพิจารณาของศาลปกครองฝรั่งเศสและไทยมีความคล้ายคลึงกันมากจะแตกต่างกันที่อนุญาตให้ทำความเห็นแย้งได้

   2.4 วิธีควบคุมแบบผสม(ออมบุดส์แมนและสำนักงานอัยการของโซเวียต)
    เป็น การควบคุมโดยองค์กรที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภา มีวิธีควบคุมโดยใช้วิธีทางบริหารและศาลผสมกัน ซึ่งมีองค์กรที่สำคัญอยู่ 2 องค์กรคือ ออมบุดส์แมนและสำนักงานอัยการสูงสุดของสหภาพโซเวียต

    ออมบุดส์แมน
     ออม บุดส์แมนเป็นองค์กรที่ควบคุมฝ่ายบริหารโดยอ้างอิงองค์กรนิติบัญญัติ มีการจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศสวีเดน โดยออมบุดส์แมนนั้นจะได้รับเลือกจากรัฐสภา[5]
     คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับคัดเลือกได้บัญญัติไว้กว้างๆแต่โดยทั่วไปจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากทุกๆพรรคการเมือง
     เมื่อออมบุดส์แมนได้รับทราบข้อมูลเองหรือจากการร้องเรียนเมื่อพบว่ามีการ ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ก็มีอำนาจตักเตือนหรืออาจให้คำแนะนำ แต่ไม่มีอำนาจวินิจฉัยสั่งการหรือตัดสิน
     ออมบุดส์แมนมีหน้าที่จะต้องจัดพิมพ์เผยแพร่รายงานประจำปีต่อรัฐสภา ซึ่งกรณีนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นเครื่องมือกดดันอีกประการหนึ่งด้วย



[1] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 293.
[2] รศ.กมลชัย รัตนสกาววงศ์, กฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 7, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 247.
[3] รศ.กมลชัย รัตนสกาววงศ์, กฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 7, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 248.
[4] รศ.กมลชัย รัตนสกาววงศ์, กฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 7, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 248.
[5] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 44. 
                                                                           


บรรณานุกรม
ชาญชัย แสวงศักดิ์,ดร. คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,ดร. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2538.
ประยูร กาญจนดุล. คำบรรยายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538.
กมลชัย รัตนสกาววงศ์,รศ. กฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
กฎหมายปกครอง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.lawsiam.com/?name=webboard&file=read&id=1070.  (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กรกฎาคม 2554).

[ Read More ]
Read more...

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535

เขียนโดย ปฐมาภรณ์ รักเวช ที่ 14:27 – 0 ความคิดเห็น
 
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535

โทษทางวินัย (มาตรา100)
  มาตรา 100 ได้วางหลักไว้ว่า ข้าราชการพลเรือนผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติทางวินัย ในหมวดนี้ ผู้นั้นกระทำผิดทางวินัยจักต้องได้รับโทษเว้นแต่มีเหตุอันควรงดเว้น โทษทางวินัยมี 5 สถานคือ
    1.ภาคทัณฑ์
    2.ตัดเงินเดือน
    3.ลดขั้นเงินเดือน
    4.ปลดออก
    5.ไล่ออก

การดำเนินการทางวินัย (มาตรา 99,102,103,104)
  เมื่อกรณีที่มีมูลควรกล่าวหาว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยโดย มีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที (มาตรา 99 วรรค 4)
  เมื่อมีการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหา หรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยยังไม่มี พยานหลักฐาน ให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่มีมูลจึงยุติเรื่องได้ ถ้าเห็นว่ามีมูลให้ดำเนินการทางวินัยทันที (มาตรา 99 วรรค 5)
  ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการตามวิธีที่ผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร (มาตรา 102 วรรค 2)
  ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน (มาตรา 102 วรรค 2)
  ในกรณีที่ความผิดปรากฏชัดแจ้งจะดำเนินการทางวินัยโดยไม่สอบสวนก็ได้ (มาตรา 102 วรรคท้าย) เช่น
   1.กระทำผิดอาญาได้รับโทษจำคุกหรือหนักกว่าโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
   2.ละทิ้งราชการติดต่อกันเกินสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร
   3.กระทำผิดวินัยร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา หรือผู้ที่มีหน้าที่สอบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวน
  ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนตามควรแก่กรณี (มาตรา 103)
  ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ตามควรแก่กรณี (มาตรา 104)

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ
  การอุทธรณ์ หมายถึง วิธีการทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการพลเรือนที่ถูกสั่งลงโทษทางวินัย ได้มีโอกาสโต้แย้งหรือร้องเรียน เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย[1]
  การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน ให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง การอุทธรณ์และพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในก.พ. (มาตรา 125)
  การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ปลดออก ไล่ออก ให้อุทธรณ์ต่อก.พ. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง การอุทธรณ์และพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในก.พ. (มาตรา 126)
  ในการพิจารณาอุทธรณ์ให้ก.พ.มีอำนาจตามมาตรา 110 และ 112 และในกรณีที่ก.พ.ตั้งอ.ก.พ.วิสามัญพิจารณาเรื่อง ก็ให้อ.ก.พ.วิสามัญมีอำนาจตามมาตรา 110 และ 112 (มาตรา 127)

การร้องทุกข์
  การร้องทุกข์ หมายถึง การที่ข้าราชการพลเรือนได้ทำการโต้แย้งหรือร้องเรียนเพื่อให้ได้รับความเป็น ธรรมในกรณีอื่นที่มิใช่ถูกสั่งลงโทษทางวินัย[2] ซึ่งมีอยู่ 3 กรณี
   1.ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามพ.ร.บ.นี้มีสิทธิร้อง ทุกข์ได้(มาตรา 129 วรรค 1) ข้อสังเกต การสั่งให้ออกไม่ใช่การลงโทษ จึงไม่ใช่การอุทธรณ์แต่จะต้องใช้วิธีร้องทุกข์
     การร้องทุกข์ให้ร้องทุกข์ต่อก.พ.ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งและ ให้นำมาตรา 126 และ 127 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (มาตรา 129 วรรค 2)
   2.ข้าราชการพลเรือนผู้ใดเห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจต่อตนโดยไม่ถูกต้อง ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นก็สามารถร้องทุกข์ได้ (มาตรา 130)
   3.ข้าราชการพลเรือนผู้ใดมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติของผู้บังคับ บัญชาต่อตน ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นก็สามารถร้องทุกข์ได้ (มาตรา 130)
การบรรจุและแต่งตั้ง
  การบรรจุ หมาย ถึง การรับบุคคลเข้าเป็นข้าราชการโดยไม่รวมถึงการมอบหมายให้ทำหน้าที่ และหมายถึงการรับข้าราชการที่มิใช่ข้าราชการพลเรือนมาเป็นข้าราชการพลเรือน[3]

  การแต่งตั้ง หมายถึง การมอบหมายให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อมีการบรรจุ หรือต่างวาระกันก็ได้[4]

  การบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งใดอาจแยกได้เป็น 2 กรณี
   1.กรณีบรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งเป็นกรณีทั่วไป (มาตรา 46)
   2.กรณีบรรจุและแต่งตั้งจากผู้ที่มิใช่ผู้สอบแข่งขัน ซึ่งเป็นกรณียกเว้น     2.1 การบรรจุผู้ที่ได้รับการคัดเลือก (มาตรา 50)
     2.2 การบรรจุ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชำนาญการ (มาตรา 51)
     2.3 การบรรจุผู้โอนมาจากพนักงานเทศบาล หรือข้าราชการประเภทอื่น (มาตรา 61)
     2.4 การบรรจุผู้กลับเข้ารับราชการทหาร (มาตรา 63)
     2.5 การบรรจุผู้กลับจากไปปฏิบัติงานใดๆตามมติของคณะรัฐมนตรี (มาตรา 64)
     2.6 การบรรจุข้าราชการพลเรือน ซึ่งออกจากราชการไปแล้วกลับเข้ามาอีก (มาตรา 65)
     2.7 การบรรจุพนักงานเทศบาล หรือข้าราชการประเภทอื่น ผู้ออกจากงานหรือออกจากราชการไปแล้ว เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน (มาตรา 66)

การย้ายและการโอน
  การย้ายและการโอนนั้นถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวในแนวราบ
  การย้าย หมายถึง การย้ายจากหน่วยหนึ่งไปยังอีกหน่วยหนึ่งในหน่วยงานเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาเดียวกัน

  การโอน หมายถึง การออกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่เป็นคนละหน่วยงาน ผู้บังคับบัญชาคนละคนกัน และโดยหลักผู้บังคับบัญชาของผู้รับโอนจะต้องให้ความยินยอมถึงจะสามารถโอนข้า ราชการได้

  การโอนย้ายข้าราชการมีอยู่ 3 กรณีคือ
   1.การย้ายข้าราชการภายในหน่วยงานเดียวกัน (มาตรา 57)
   2.การโอนข้าราชการระหว่างกรมหรือกระทรวง (มาตรา 60-61)
   3.การย้ายหรือการโอนข้าราชการระดับสูงเพื่อเรียนรู้งาน (มาตรา 53)

ข้าราชการพลเรือนกับข้าราชการฝ่ายพลเรือน
  ข้าราชการพลเรือน หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวง ทบวง กรมฝ่ายพลเรือน[5]
  ข้าราชการพลเรือนมี 3 ประเภทคือ
    1.ข้าราชการพลเรือนสามัญ
    2.ข้าราชการพลเรือนในพระองค์
    3.ข้าราชการประจำประเทศพิเศษ

  ข้าราชการฝ่ายพลเรือน หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับบรรจุแต่งตั้งตามกฎหมายให้รับราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวง ทบวง กรมฝ่ายพลเรือน
  ดังนั้นจะเห็นได้ว่า "ข้าราชการฝ่ายพลเรือน" มีความหมายกว้างกว่า "ข้าราชการพลเรือน"

การปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา(รักษาการทางวินัย) 
  มาตรา 88 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งใน หน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งก็ได้ ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องปฏิบัติตาม
  การขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
  มาตรา 89 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการเหนือผู้ บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็น พิเศษชั่วครั้งคราว
  มาตรา 90 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา  การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง




[1] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 268.
[2] ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์, คำอธิบายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 16, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2553), หน้า 271.
[3] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 241.
[4] ประยูร กาญจนดุล, คำบรรยายกฎหมายปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 242.
[5] ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, (กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จำกัด, 2538), หน้า 127.
                                                                          

บรรณานุกรม
ชาญชัย แสวงศักดิ์,ดร. คำอธิบายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
วรพจน์ วิศรุตพิชญ์,ดร. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2538.
ประยูร กาญจนดุล. คำบรรยายกฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538.
กมลชัย รัตนสกาววงศ์,รศ. กฎหมายปกครอง. พิมพ์ครั้งที่7. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2553.
กฎหมายปกครอง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.lawsiam.com/?name=webboard&file=read&id=1070.  (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กรกฎาคม 2554).


[ Read More ]
Read more...
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)
  • Menu
  • Recent
  • Archives

กฎหมายปกครอง

  • การควบคุมฝ่ายบริหาร
  • การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
  • การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
  • พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
  • พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
  • หลักนิติรัฐ
  • อำนาจของศาลปกครองไทย

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

กฎหมายปกครอง

บทความที่ได้รับความนิยม

  • หลักนิติรัฐ
    หลักนิติรัฐ   "หลักนิติรัฐ" คือหลักการที่รัฐและหน่วยงานของรัฐใช้อำนาจดำเนิน การเพื่อประโยชน์สาธารณะในฐานะที่เหนือกว่าเอกชน กฎหมายน...
  • การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
    การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หลักการรวมอำนาจปกครอง (Centralization)     เป็นหลักที่รวมอำนาจในการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบว...
  • การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
    การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล   องค์การบริหารส่วนตำบล ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่...
  • อำนาจของศาลปกครองไทย
    อำนาจของศาลปกครองไทย     ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยว่าการกระทำทางปกครอง คำสั่งทางปกครอง นิติกรรมทางปกครอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม...

About Me

รูปภาพของฉัน
ปฐมาภรณ์ รักเวช
รักการเดินทาง
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน

Archives

  • ▼  2011 (7)
    • ►  สิงหาคม (2)
    • ▼  กรกฎาคม (5)
      • การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
      • การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
      • การควบคุมฝ่ายบริหาร
      • พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
      • พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
 
 
 
© 2011 กฎหมายปกครอง | Designs by Web2feel & Fab Themes

Bloggerized by DheTemplate.com - Main Blogger